วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2557
ถึงแฟนคลับทุกท่าน
วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2554
ขึ้นศาลเมืองฝรั่ง (ตอน 1)
ขึ้นศาลเมืองฝรั่ง
ไตรภพ USA
เรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลไม่มีคนไทยคนไหนชอบ ถึงกับมีสุภาษิตว่าเป็นความกัน ไปทะเลาะกับคุณสุนัขยังจะดีกว่า
ยิ่งขึ้นโรงขึ้นศาลในต่างประเทศด้วย ไม่ต้องพูดถึง ..... ขี้ขึ้นสมองเลย
ครับ ผู้เขียนเองก็เป็น เพียงแต่ขึ้นไปไม่ถึงสมอง คงไม่ติดอยู่แถวๆลูกกระเดือกนั่นเอง
อิๆๆๆๆ
การไปโรงไปศาลหรือไปขึ้นศาล ภาษาประกิตเรียกว่า go to court อันนี้หมายถึงไปขึ้นศาลเพราะเราเป็นโจทก์ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นจำเลยนั่นเอง อันนี้ขอให้สังเกตว่า คำว่า court จะไม่มี the นำ เข่น
แต่ถ้าไปศาลที่เป็นตัวตึกหรือไปศาลเพราะธุระอย่างอื่น คำว่า court จะต้องมี the นำหน้าเสมอ เช่น
- I’m going to the courthouse. กรณีนี้หมายถึงกำลังจะเดินทางไปศาล แต่ไม่ได้หมายถึงไปขึ้นศาล แต่ไปทำธุระอย่างอื่น เช่น ไปรับแฟน
การพิจารณาคดี เรียกว่า trial อ่านว่า ทรัย-เอล
คดีความในภาษาอังกฤษเรียก a case หรือ a lawsuit ส่วนการจะฟ้องร้องหรือร้องเรียนกันเราใช้ว่า file (ไฟ-เอล) เช่น
file a lawsuit หรือ file a suit แปลว่านำคดีไปฟ้องร้องยังศาล
file a complaint หมายถึง ร้องทุกข์
ส่วนคำว่า sue ก็แปลว่าฟ้องคดีเช่นกัน แต่เนภาษาพูดที่ชาวบ้านเขาพูดกัน เช่น
- If you touch me, I’ll sue you. (แตะต้องตัวชั้นเมื่อไหร่ ฉันฟ้องทันทีเลย) คำๆนี้จได้ยินได้ฟังบ่อยมากในหนังฝรั่ง แสดงว่าสังคมอเมริกันอะไรๆ ก็ฟ้องแหลก
หรือที่ได้ยินบ่อยๆ ก็คือ I want to sue my neighbor.
ชั้นอยากจะฟ้องเพื่อนบ้านของชั้นซะจริงๆ
อันนี้จริงขอรับ เพราะฝรั่งเพื่อนบ้านมันช่างสอดรู้สอดเห็นจริงๆ คุณยายแมรี่ข้าบ้านผู้เขียนชอลชะโงกข้ามรั้วมามองในเขตบ้านผู้เขียนบ่อยๆ
..... บางครั้ง บอกผู้เขียนว่าทำไมยูไม่ทำอย่างนั้น ทำไมไม่ทำอย่างนี้
None of your business. (ไม่ใช่กงการอะไรของยู)
ผู้เขียนคิดในใจดังลั่น ไม่ไม่มีเสียงปริออกมาจากปาก
Yeap! I’ll do it. ครับ เดี่ยวไอจะทำตาม
ก็ตอบๆไปอย่างนั้นแหละ เอาใจเพื่อนบ้าน เพราะไม่งั้นผิดใจอะไรกัน พี่แกโทรไปแจ้งตำรวจหรือซิตี้เอา
...... ผู้เขียนงี้โดนบ่อย
วกมาดูเรื่องโรงๆศาลๆต่อ
คดีแพ่ง เรียกว่า civil case ฉะนั้น ถ้าเป็นศาลคดีแพ่ง ก็จะเรียกว่า Civil Court
ส่วนคดีอาญา เรียกว่า Criminal Case ส่วนศาลอาญา ก็คือ Criminal Court
คราวนี้มาดูคู่กรณีกัน
ฝ่ายฟ้องร้องหรือโจก์ เรียกว่า plaintiff ส่วนฝ่ายถูกฟ้องก็คือ จำเลย หรือ defendant ซึ่งมาจากคำกริยาว่า defend (ป้องกัน) เพราะในความหมายของการเป็นจำเลยต้องมีการป้องกัน แก้ต่างหรือแก้ข้อกล่าวหานั่นเอง
คนสำคัญอีกคน ก็คือทนายความ จะใช้ Lawyer ก็ได้ หรือ Attorney หรือ Attorney-At-Law ก็ได้ เช่น a defense attorney คือ ทนายจำเลย เพราะทำการแก้ต่างให้จำเลย
ส่วนพนักงานอัยการเรียกว่า Prosecutor อัยการมีเฉพาะในคดีอาญาเท่านั้น เพราะถือเป็นคดีความแผ่นดิน
ส่วนบุคคลอื่นๆ ในศาลก็เช่น
Judge คือผู้พิพากษาซึ่งทำหน้าที่ในการพิจารณาคดี
Jury ลูกขุน ที่อเมริกาการพิจารณาคดีต้องมีลูกขุนเสมอ ทำหน้าที่ค้นหาข้อเท็จจริงในคดีนั้นๆ ในคดีอาญาต้องมีคณะลูกขุนเสมอ ส่วนคดีแพ่งส่วนใหญ่ไม่ต้องมีลูกขุน ยกเว้นบางคดี
ลูกขุนคนเดียว เรียกว่า Juror
แต่ถ้าเป็นคณะลูกขุนทั้งชุดแล้ว เรียกว่า a jury
A third party คือบุคคลที่สาม
วันนี้ คงพอแค่นี้ก่อน เพราะเรื่องในโรงในศาลเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาว คงต้องร่ายกันหลายตอน
สวัสดีครับ
วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2552
สำนวน No kidding.
อย่างเช่น นี่เธอ รู้เปล่าฉันได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมไทยฯ นะ I got elected president of Thai Association.
No kidding. That’s great. (ไม่ได้พูดเล่นใช่ไหม ดีจัง)
หรืออย่างเช่น ปีหนึ่งผู้เขียนมาเที่ยวเมืองไทย ส่วนจะเป็นปีไหนเดือนไหนนั้น จำไม่ได้ขอรับ รู้แต่ว่าตอนนั้นยังหนุ่มมาก (ตอนนี้หนุ่มน้อย) เจอนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันที่เกาะพีพีเลยคุยกันถูกคอ ต่อมาฝรั่งทราบว่าผู้เขียนก็อยู่อเมริกาเหมือนกัน ก็เลยถามว่าผู้เขียนมาจากเมืองไหน
I came from Santa Cruz. (ไอมาจากเมืองซานตาครูซ) ผู้เขียนตอบ
ฝรั่งทำหน้าตื่นเต้น Wow! I did too. No kidding. (ว้าว ไอก็มาจากเมืองนั้นเหมือนกัน ไม่ได้ล้อเล่นเลย)
ตัวอย่างอื่นๆ
- No kidding, are you really going to buy a house. (จริงเหรอ ที่ว่าจะซื้อบ้านหลังนี้)
สำนวน Now you’re talking!
อย่างเช่น มีลูกไม่รักเรียน เรียนไม่หมกมุ่นลุ้นแต่วิดีโอเกม อยู่ๆ วันหนึ่งก่อนไปโรงเรียนลูกบอกว่า Mom! From now on, when I get back from school, I’m going to study harder than ever. (ต่อแต่นี้ไปเมื่อลูกกลับจากโรงเรียน ลูกจะเรียนให้หนักกว่าที่เคย)
Now you’re talking. คุณแม่ตอบด้วยความดีใจ
หรืออย่างเช่น ทำงานมาหลายปีไม่เคยได้ขึ้นเงินเดือน วันหนึ่งผู้จัดการเรียกไปพบบอกข่าวดีว่าขึ้นเงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง มีออฟฟิศส่วนตัว
“You offer me the raise and a corner office. Now you’re talking.
(คุณเสนอขึ้นเงินเดือนและให้ไปอยู่ออฟฟิศใหม่ อย่างนี้น่าร้ากกกกก ที่สุด)
หรืออย่างเช่น You’want to give me free tickets to Britney Spear Concert. Now you’re talking. (คุณให้ตั๋วคอนเสิร์ทบริทนี่ย์ สเปียร์ อย่างนี้น่าคุยกันหน่อย)
สำนวน Not again
การออกเสียง ให้ลากเสียงยาวๆ แบบเบื่อหน่าย อย่างสุดๆ
อย่างเช่น ภรรยากลับถึงบ้าน บ่นกับสามี Honey! I just got another speeding ticket. (ที่รักจ๋า ฉันถูกใบสั่งขับรถเร็วอีกใบแล้ว)
Not again! (อีกแล้วเหรอ) น่าปลื้มๆ เมียเรานักสะสมใบสั่ง
จิมควงแฟนสาวคนใหม่ออกงาน เพื่อนๆ ต่างพากันสวมหัวนินทาทันที Here comes Jim with a new girlfriend. (นั่นไงอีตาจิมควงแฟนคนใหม่อีกแล้ว)
Not again! (อีกคนแล้วเหรอ)
สำนวน My pleasure. หรือ It’s my pleasure.
ความหมาย:
1) ใช้ในความหมายว่า ผู้พูดมีความยินดีอย่างยิ่งที่ ..... (ด้วยความยินดีอย่างยิ่ง) มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า You’re welcome. (ไม่เป็นไร)
อย่างเช่น ผู้เขียนเห็นผู้สูงอายุ (กว่า) กำลังทุลักทุเลขนกล่องใบเขื่องขึ้นอพาร์ทเมนท์เลยเข้าไปช่วย Thank you for bringing my new TV up here. (ขอบคุณนะพ่อหนุ่มที่ช่วยขนทีวีขึ้นมา)
โห ทีวีนี่เอง ไม่น่า หนักฉิบ .... เป้ง รู้ยังงี้แกล้งทำเป็นไม่เห็นดีกว่า ฮิๆๆๆ
ครับ แน่นอน ผู้เขียนต้องกัดฟันยิ้มแป้น (น่ารักไหมครับ) ตอบว่า With my pleasure. (ด้วยความยินดีครับ คุณป้า)
งานนี้หอบรับประทานตามเคย แต่ก็มีความสุขที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น
หรือหนุ่มๆ เดินไปส่งแฟนสาวถึงหอพัก Thank s for walking me here. (ขอบคุณมากนะคะที่เดินมาส่ง) แฟนสาวขอบคุณ
It was my pleasure. (เต็มใจที่สุดเลยครับ)
ครับ งานนี้ได้ไปอีก 2 คะแนน
2) ใช้ในความหมายว่า “ยินดีมากที่ได้รู้จัก” (happy to see/meet you)
ตัวอย่าง:
จิมแนะนำจอห์นให้รู้จักจิลแฟนสาว (คนใหม่) John, meet Jill, my girlfriend.
จอห์นตอบรับ ยินดีมากที่ได้รู้จักครับ “My pleasure”
สำนวน Don't hold your breath.
อย่างเช่น นี่เธอจ๋า เธอคิดว่าอีตาเดวิดจะเลิกกับทีน่าหรือเปล่า You think David will break up with Tina?
“Don't hold your breath!" (รอไปเถอะ)
หรือ เพื่อนมาขอยืมรถขับไปนิวยอร์ค Don't hold your breath (ฝันไปเถอะ) I said when my friend asked when he would be able to borrow my car.
หรือ ยุคนี้น้ำมันแพงรัฐบาลออกมาประกาศว่าราคาน้ำมันจะถูกลง The government said that gasoline prices would go down.
Oh, yeah! Don't hold your breath (งั้นเหรอ น่าเชื่ออยู่หรอก)
สำนวน Don’t ask.
การสอบผ่านพ้นไป รุ่งขึ้นปะหน้าเพื่อน What was your final exam like? (สอบปลายเทอมเป็นไงบ้าง)
Don’t ask. (อย่าถาม มันชีช้ำวะ)
สำนวน My lips are sealed.

เรื่องนินทาแล้วเก่ง ไม่ว่าประเทศไหน โดยเฉพาะพี่ไทยเราชำนาญมาก สาวๆ สุมหัวกันวิเคราะห์นังจิ๋มว่ามีกิ๊ก จากนั้นก็กำชับกัน I hope you don’t tell anyone about this. แหนะ มีการกำชับด้วยว่าอย่าไปบอกต่อละ
แน่นอน ทุกคนรับปาก ไม่บอกต่อก็ไม่บอกต่อ Don’t worry. My lips are sealed. (ไม่ต้องห่วง ฉันจะเย็บปากปิดสนิท ให้เอาชะแลงมางัดก็ไม่ยอมเผยปาก)
ครับ ก็ปิดกันให้แซด เพราะรู้กันทั่วหมู่บ้าน
อย่างนี้ต้องเชื่อๆ
อนึ่ง คำว่า lip ปกติแปลว่า ริมฝีปาก มีรูปพหูพจน์เสมอ เพราะใครๆ ก็ 2 lips กันทั้งนั้น คือมีทั้งริมฝีปากบนและริมฝีปากล่าง แม้แต่คนปากเบี้ยวก็ยังมี 2 ริมฝีปากเลย
ปัญหามีว่าแล้วคนปากแหว่งละ ต้องเติม s ไหม
That’s a good question? (ฮือ .... เป็นคำถามที่กวนดีมาก) ก็ขอตอบแบบ (กวนๆ) น้ำใสๆ เลยว่าน่าจะเติม s นะ เพราะ lips ในที่นี้หมายถึง lips ของคนทั่วไป ไม่ได้หมายถึงของคนใดคนหนึ่ง
ส่วนคำว่า seal ถ้าเป็นคำนาม หมายถึง แมวน้ำ ตราประทับ (ของหน่วยราชการ) หรือหน่วยรบใต้น้ำของกองทัพเรือสหรัฐ ซึ่งเรียกว่า Navy seal แต่ถ้าเป็นคำกริยา แปลว่า ปิด (ปากถุง)
โดนตีหัวแบะมา มาให้หมอเย็บ อย่างนี้ก็เรียกว่า seal the wound
ปิดซองจดหมาย เรียกว่า seal the envelop (package)
ถุงพลาสติกที่มีซิปรูด ก็เรียกว่า seal the bag แปลว่า ปิดปากถุง
สำนวน Do I make myself (perfectly) clear?
อย่างเช่น เด็กๆ ไม่ยอมทำการบ้าน เราต้องจับเด็กมานั่งที่โต๊ะ You’re going to sit right here and finish your homework. Do I make myself perfectly clear? (นั่งตรงนี้เลยนะ แล้วทำการบ้านให้เสร็จ เข้าใจหรือเปล่า)
หรือมีไอ้หนุ่มหน้าตึ้งมาเซ้าซี้เราชวนไปดูหนัง ชวนได้ทุกวัน ปฏิเสธไปกี่ครั้งๆ มันก็ยังตื๊อ เลยเกิดอารมณ์เสียตวาดแว้ด No, the answer is No! Do I make myself clear? (ไม่ๆๆๆๆ คำตอบ (สุดท้าย) ก็คือไม่ ไม่เข้าใจตรงไหนเหรอ)
หรือเพื่อนมายืมเงินเรา โห ... ใครจะให้ยืม ของเก่ายังไม่ได้คืนเลย ขืนให้ไปอีกมีหวังหายไปกับสายลมและแสงแดด เช่นนี้ เราอาจปฏิเสธได้ No way Jose. Do I make myself clear?
สำนวน Daylight robbery
อย่างเช่น เมื่อไม่กี่เดือนก่อนผู้เขียนขับรถลงใต้ในเวลากลางคืนเพื่อไปแอลเอเมืองนางฟ้ายังหลง ขับผ่านทะเลทรายมาได้ครึ่งทาง เครื่องเกิดโอเวอร์ฮีทเครื่องเลยสำออยสำลัก 2 ทีก็สิ้นใจ ผู้เขียนถึงกับปลื้มเพราะหันหน้าหันหลังก็ไม่เห็นรถวิ่งมาสักคัน โทรศัพท์มือถือก็ไม่มีสัญญาณ พอดีมีรถวิ่งผ่านมาเลยโทรไปหาเพื่อนที่แอลเอ ดีใจเป็นที่สุดเพราะได้เบอร์โทรศัพท์รถลากของคนไทย เลยโทรไปหา
คืนนั้นก็เลยมาถึงแอลเอดังใจนึก แต่ปรากฏว่าค่าลากรถแค่ 400-500 ดอลฯ. เอง เพราะพี่แกคิดเป็นไมล์
ครับ ไหนๆ ก็ไหนๆ ก็ต้องยิ้มแป้นควักกระเป๋าจ่าย The amount of money which they charged for towing my car was daylight robbery. (ค่าลากรถสุดแพงเหมือนถูกปล้นกลางวัน ทั้งๆ ที่เป็นกลางคืน)
- The cost of renting a car in the desert town is daylight robbery. (การเช่ารถในเมืองแถบทะเลทรายช่างแพงมหาโหด เหมือนโดนปล้นเอาดื้อๆ)
สำนวน Cut it out! หรือ Cut that out!
อย่างเช่น That noise is really annoying. Cut it out! (เสียงนั้นมันดังเหลือเกิน หยุดเดี๋ยวนี้)
หรือ เรากำลังตั้งหน้าตั้งตาเรียนหนังสือในห้อง เพื่อนที่นั่งอยู่แถวหลังห้องเอากระดาษขว้างรบกวนตลอดเวลา อย่างนี้เราอาจตวาดแว้ดได้ว่า Cut it out. (หยุดนะ)
หรือ พี่กับน้องเหมือนลิ้นกับฟัน หมูกับหมา ปลากับแมว ... และอะไรอีกหลายๆ อย่าง อยู่ใกล้กันเมื่อไหร่สงครามกลางเมืองย่อมเกิดขึ้นเมื่อนั้น วันนี้เกิดการยื้อแย่งรีโมทคอนโทรลกัน แม่บ้านเหลืออด ตวาด 2 แว้ด Cut that out!, you two, or you’ll go to your rooms. (หยุดเดี๋ยวนี้เลยทั้ง 2 คน ไม่งั้นไปอยู่ในห้อง
ได้ผล จ๋อย (ทั้งคู่) ไปเลย
สำนวน You said it. หรือ You can say that again.
ตัวอย่างเช่น
สามีภรรยาเพื่อนบ้านมาเยี่ยมเยียนที่บ้าน เราในฐานะเจ้าของบ้านก็เอาน้ำชากาแฟและขนมสไตล์ไทยมาต้อนรับขับสู้
ครับ ตามสไตล์อเมริกัน พ่อชมแหลก This cake is so yummy! (เค้กนี้อร่อยจังเลย) สามีเอ๋ยชม คำว่า Yummy แปลว่า “อร่อย” (delicious)
You said it. (ใช่แล้ว) ภรรยาเสริม
..... เห็นไหมครับ ไปกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย
หรือ It’s so hot today! (วันนี้ร้อนฉิบ) หรือ It’s cold in here. (ในนี้หนาวจัง)
You can say that again. (จริงด้วย)
สำนวน Let it go.
1) “ปล่อย (ตัว) ไป” “ ไล่ออก (จากงาน) (dismiss)”
ตัวอย่าง
- The police decided to let him go. (ตำรวจตกลงใจปล่อยตัวเขาไป)
2) ปล่อยจากการเกาะกุม เช่น เกาะแขนอยู่ก็ให้ปล่อยแขน ปล่อยมือ ปล่อยวาง
ตัวอย่าง
อย่างเช่น เมื่อสมัยยังหนุ่ม หุ่นยังงาม รวยทรัพย์ ฉลาดเป็นกรด (ใครก็ไม่รู้ แต่รับรองไม่ใช่ผู้เขียนแน่) .... แน่นอนสาวๆต่างพากันล้อหน้าล้อมหลัง Please let go of my hand. (นี่เธอจ๋ามาเกาะแขนฉันทำไม ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ)
- Once he starts on this subject, he never lets go.
(ครั้นเมื่อเขาเริ่มลงมือละก็ คงไม่มีทางจบลงง่ายๆเป็นแน่)
3) ปล่อยมันไปซะ, ลืม (เรื่องนั้น) เสีย, อย่าไปพะวงกับเรื่องนั้นอีกต่อไป
ตัวอย่าง
- Although I was angry at his remark I decided to let it go. (ถึงแม้ฉันจะโกรธจนเลือดขึ้นหน้าต่อคำพูดของเขา แต่ฉันก็ปล่อยมันไป)
- Don’t get so angry about it. Let it go. (อย่าโกรธไปนักเลย ลืมมันซะ)
- Let it go; we needn't discuss it further. (ปล่อยมันไปเหอะ อย่าได้หยิบมาถกเถียงกันอีกเลย)
สำนวน What`s up?
อย่างเช่นเราเดินเข้าห้องเรียน เจอเพื่อนร่วมแก้งค์ เราอาจทักทายว่า What`s up? (เป็นไง)
ปกติคำตอบก็คือ Not much. (ก็ไม่มีอะไรมาก)
สำนวน What`s the (big) idea?

อย่างเช่น แอนดรูกับอีริคเป็นหลานลูกครึ่งของผู้เขียน ทั้งคู่ไม่ค่อยแบ่งของเล่นกัน ต่างก็หวงของเล่นของกันและกัน อีริคผู้น้องมีนิสัยชอบแกล้งพี่ชาย พอเผลออีริคมักจะขโมยจักรยานของแอนดรูมาปั่นเล่นเสมอ วันหนึ่งแอนดรูมาพบ What`s the big idea? Why are you using my bicycle? (เกิดบ้าอะไรขึ้นมา ถึงเอาจักรยานไอมาใช้)
- What's the idea of taking the car without permission? (ทำไมเอารถฉันมาขี่โดยไม่ขออนุญาตฉันก่อน)
- You've invited yourself along? What's the big idea! (มาโดยไม่ได้รับเชิญ มาได้ไงนี่)
- Take a six-month-old baby travel to Bangkok? What's the big idea! (เอาเด็กอายุ 6ขวบไปเที่ยวกรุงเทพฯ คงสนุกนะ)
สำนวน What can I say?
What can I say? I made a mistake and I'm sorry. (จะให้พูดว่าไรดีหละ ผมทำผิดไปแล้ว ก็ขอโทษละกัน)
เห็นไหมละครับคนมีสำนึก เมื่อรู้ตัวว่าผิดก็ยอมรับผิด ...
ขอโทษแล้วหายกันนะ มีอะไรหรือปล่าวววว
สำนวน Some people (just) don’t know when to quit. (บางครั้งใช้ give up หรือ stop)!
อย่างเช่น ที่อเมริกามีบ่อนการพนันมากมาย คนไทยในเมืองไทยส่วนใหญ่รู้จักแต่ลาสเวกัสกัน เลยนึกว่ามีแห่งเดียว แต่ทราบไหมในแคลิฟอร์เนียรวมทั้งรัฐอื่นๆหลายรัฐให้สิทธิพิเศษแก่คนพื้นเมืองชาวอินเดียนแดงให้เปิดบ่อนขนาดย่อมได้อย่างเสรี ปัจจุบันบ่อนประเภทนี้มีกลาดเกลื่อนไปหมด คนไทยหลายคนติดกันงอมแงม คนเวียตนามก็ใช่จะน้อยหน้าแซงพี่ไทยไปเฉย
ลำดวลติดการพนันงอมแงม มีเงินเมื่อไหร่เป็นอันต้องแอบหนีไปบ่อนตีไก่ อุ้ย ... บ่อนคาสิโน
Lumduan kept on gambling. Finally she had no money and had to sell her house. Some people just don’t know when to quit. (ลำดวลติดการพนันอย่งงอมแงม ในที่สุดก็หมดตัวและจำเป็นต้องขายบ้านไป คนบางคนช่างไม่รู้จักคำว่าหยุดเลย)
สำนวน Thanks, but no thanks.
นักเรียนไทยที่มาเรียนที่อเมริกา พอเรียนจบ ก่อนกลับเมืองไทยมักจะมีการบอกขายเครื่องมือเครื่องใช้ส่วนตัวกัน รวมทั้งรถยนต์ด้วย เพราะต้องรีบกลับ จึงต้องขายด่วน ราคาส่วนใหญ่ก็ค่อนข้างจะถูก บางครั้งถูกเหมือนได้เปล่า ผู้เขียนเองก็มีนักเรียนมาบอกขายอยู่บ่อยๆ เหมือนกันบางครั้งก็ช่วยซื้อ บางครั้งก็ต้องเซย์โน
Pope, how would you like to buy my BMW? (อาภพ อยากซื้อรถบีเอ็มไหม)
Thanks, but no thanks. (ไม่จ๊ะ ขอบคุณมาก) ผู้เขียนปฎิเสธไป
เฮ้อ ... เดี๋ยวนี้ขยับฐานะเป็นอาไปแล้ว ไม่นานคงเป็นลุง
That will do.
ตัวอย่าง:
สมัยยังเล็กอยู่ ลิซ่าลูกสาวผู้เขียนร้องไห้ไม่หยุดเพราะอยากได้ตุ๊กตาบาร์บี้ คุณแม่เลยดุคุณลูก That’ll do, stop crying. (หยุดแค่นั้นเลยนะ อย่าร้อง)
ปรากฏว่าลิซ่าหยุดร้องทันทีเพราะได้ตุ๊กตาสมใจอยาก
หรือลูกๆชอบต่อล้อต่อเถียงกันทุกวัณ เป็นที่รำคาญของพ่อแม่มาก That’ll do. No more arguing. (หยุดเดี๋ยวนี้ ห้ามเถียงกันอีกต่อไป) คุณแม่ตวาดแว๊ด
ครับ เด็กๆคงเชื่อฟังแม่มัน เพราะตั้งแต่นั่นมาไม่เคยเถียงกันอีกเลย ... เสียแต่ว่าตอนนี้มันก็ยังไม่ยอมพูดกัน
หรือแขกมาร่วมทานอาหารที่บ้าน เราในฐานะเจ้าภาพ พอข้าวในจานพล่องก็รีบตักเติมทันที (แบบว่ากลัวเปลืองกับ)
Please don't give me more rice, that will do. (ไม่ขอรับข้าวเพิ่มอีกต่อไปแล้คะ แค่นี้พอแล้ว)
... เป็นไงครับ เพื่อนบ้านก็รู้ทันเหมือนกัน
หรือเด็กๆชอบวิ่งไล่กันรอบๆสระ พลาดท่าลงไปอาจพลัดตกน้ำ มันอันตราย เพราะไม่มีคนเห็น อย่างนี้ต้องห้ามกันเสียหน่อย That will do, children! No running near the pool.
